3 อาชีพสายไอทีในยุคดิจิตอล

IT Jobs

ปัจจุบันนี้มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นหลากหลายมากมาย ซึ่งมีหลากหลายวงการและอาชีพเหล่านั้นก็ได้เกิดขึ้นเป็นอาชีพเล็กๆที่ในมหาวิทยาลัยไม่มีให้เรียน  และ ในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับไอทีในยุคดิจิตอลแบบนี้ ซึ่งมีอาชีพต่างๆ ที่บางคนอาจยังไม่รู้จักหรืออาจจะรู้จักแล้วแต่ไม่รู้ว่าอาชีพนั้นจะต้องทำงานและมีส่วนรับผิดชอบอะไรบ้าง วันนี้เรามีการแยกส่วนของ 3 อาชีพที่เกี่ยวข้องกับสายงานไอทีในยุคดิจิตอลว่าแตกต่างกันอย่างไรมาฝากกันดังนี้

1.    โปรแกรมเมอร์ ชื่ออาชีพนักเขียนโปรแกรมที่สามารถเขียนโปรแกรมต่างๆ ออกมาได้ รวมทั้งมีการโค้ดและมีความเข้าใจอะกอลิซึ่มต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่โปรแกรมเมอร์นั้นจะต้องทำงานตามขอบเขตของที่หัวหน้างานได้สั่งมาให้ทำโปรแกรมต่างๆ โดยที่ไม่สามารถทำนอกเหนือจากนั้นได้

2.    เดเวลลอปเปอร์ ก็คือคล้ายๆ กับโปรแกรมเมอร์นั่นเอง แต่จะแตกต่างกันตรงที่ว่าเดเวลลอปเปอร์นั้นจะเป็นมากกว่านักเขียนโปรแกรม หรือแค่เขียนโค้ดธรรมดาทั่วไป ซึ่งสามารถทำงานและสร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายกว่าโปรแกรมเมอร์ เพียงแค่หัวหน้างานสั่งมาคำเดียวว่าไปออกแบบโปรแกรมนี้มา ซึ่งคนเป็นเดเวลลอปเปอร์นั้นสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ การติดต่อพบปะกับลูกค้า การวางแผนงานในระยะสั้นหรือยาว การนำเสนอข้อมูลเข้าที่ประชุม การทำการออกแบบหน้าตาโปรแกรมต่างๆ ให้ออกมาดูดีได้มากที่สุด จึงเรียกได้ว่าเดเวลลอปเปอร์คือโปรแกรมเมอร์ที่มีฝีมือ และสามารถมีทักษะอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเขียนโปรแกรมนั่นเอง

3.    ไอทีซัพพอร์ท ซึ่งไอทีซัพพอร์ทนี้เปรียบเสมือนผู้ช่วยด้านไอทีทุกแขนง งานที่ทำนั้นจึงค่อนข้างหลากหลายและมีประมาณที่มาก ซึ่งหน้าที่ของไอทีซัพพอร์ทนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร แต่หลักๆ แล้วจะต้องทำการถ่ายรูปทำกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรนั้นและทำการอัพเดทข่าวสารประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งนำไปใช้บนสื่อออนไลน์หรือผ่านหน้าเว็บไซต์ขององค์กรนั้นได้อย่างสวยงามและข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง นอกจากนี้ยังจะต้องมีการแบคอัพฐานข้อมูลระบบการเงินขององค์กร หากเป็นไปได้จะต้องมีการดูแลซ่อมแซมอุปกรณ์ทางอิเล็คทรอนิกส์ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างตลอดเวลา รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับด้านไอทีขององค์กรนั้นๆ ที่ได้ทำงานอยู่ด้วย
เมื่อทราบอย่างนี้แล้วสำหรับคนที่มีความสนใจในสายงานด้านไอทีอยู่แล้วนั้นสามารถนำอาชีพเหล่านี้ไปประกอบเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมได้จากสิ่งที่ตัวเองชอบมากที่สุด และมีความถนัดเชี่ยวชาญ หรือหากมีทั้งสองอย่างควบคู่กันไปแล้วจะดีมาก เพราะจะทำให้คุณนั้นมีความสุขในการทำงาน รวมทั้งมีความเข้าใจและต้องการที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้จักเบื่อนั่นเอง

4 ขั้นตอนจากหลักการตรวจสอบ It ที่ถูกต้องมีอะไรบ้าง มาดูกัน

งานด้านการตรวจสอบ It นั้น  จำเป็นต้องมีการทำงานที่เป็นระบบ เพื่อสามารถป้องกันความเสี่ยงในทุกๆด้านได้อย่างครอบคลุม  รวมทั้งสามารถแก้ปัญหางานต่างๆได้อย่างทันท่วงที  โดยหลักขั้นตอนในการทำงานด้านการตรวจสอบระบบสารสนเทศที่ถูกต้องนี้จะต้องเริ่มจากอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)

ในเมื่องานด้านการตรวจสอบ It นั้น คือการปกป้องระบบสารสนเทศของบริษัทจากความเสี่ยงในด้านต่างๆ  ดังนั้นสิ่งแรกที่จะสามารถทำให้ทำงานได้อย่างครอบคลุมทุกปัญหาก็คือ  หน่วยงานด้านไอทีจะต้องทำการประเมินถึงความเสี่ยงโดยรวมในด้านต่างๆให้ได้เสียก่อน  ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องมองภาพในวงกว้าง และอาจต้องอาศัยข้อมูลจากฝ่ายต่างๆเข้ามาประกอบการตัดสินใจ  เพราะในบางเรื่องอาจะเป็นความรู้แบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งในกระบวนการนี้อาจต้องใช้เวลานานและมีการประชุมกับหลายฝ่ายภายในบริษัท  www.teammatesolutions.com

4 Steps from the principle of validation It is what we see.

การระบุความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้น (Risk Identification)

หลังจากได้ข้อมูลโดยรวมมาแล้ว  ก็ถือเป็นขั้นตอนที่ต้องสรุปข้อมูลทั้งหมดเพื่อระบุถึงความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้น  รวมทั้งมีการจัดระเบียบข้อมูลให้เป็นกลุ่มเพื่อให้ง่ายต่อการวางแผนจัดการ  โดยอาจแบ่งออกเป็นความเสี่ยงของแต่ละฝ่ายงาน เช่น ผ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน หรือฝ่ายปฏิบัติการ  หรืออาจจะแบ่งออกไปตาประเภทของความเสี่ยง เช่น เป็นความเสี่ยงด้านซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือเป็นความเสี่ยงด้านคอนเนคชั่น เพื่อให้ง่ายต่อการจัดทีมงานไอทีเข้าไปดูแล

การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis)

เมื่อมีการจัดระบบปัญหาและความเสี่ยงต่างๆอย่างเป็นหมวดหมู่แล้ว  ขั้นตอนต่อไปก็ควรมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงแต่ละหัวข้อในด้านต่างๆ  เช่น เบื้องต้นอาจมีการวัดระดับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นของแต่ละปัญหาก่อน เพื่อดูว่าปัญหาใดที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หรือปัญหาใดที่สามารถรอเป็นลำดับท้ายๆได้  จากนั้นให้มาวิเคราะห์ถึงแผนงานด้านต่างๆต่อไป

การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management)

ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับฝ่าย ตรวจสอบ ITนั่นก็คือการบริหารความเสี่ยง ของระบบสารสนเทศนั่นเอง  ซึ่งการบริหารความเสี่ยงนี้ ควรต้องการการสืบหาต้นเหตุของปัญหาเพื่อวางแผนในการแก้ไขอย่างเป็นระบบ  โดยนอกจากจะมีการวางแผนงานเป็นขั้นตอนที่แน่ชัดแล้ว  ยังควรต้องระบบทีมงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน  และมีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้เกิดความกระชับในการดำเนินการอีกด้วย  นอกจากนี้ อีกหนึ่งขึ้นตอนสำคัญก็คือการติดตามงาน  เพราะหลังจากที่ดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปตามแผนแล้ว  อาจต้องมีระบบติดตามดูประสิทธิภาพของงานว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืนของบริษัท

สื่อโซเชียลที่ได้รับความนิยมเพื่อใช้ในการตลาด

Social Media Marketing ​      กำลังเข้ามาแทนที่ กลยุทธ์การตลาดแบบดั้งเดิมที่ใช้สื่อโฆษณา ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเคลื่อนไหว โบว์ชัวร์หรือบิลบอร์ด ปัจจัยมาจากอินเทอร์เน็ตและพฤติกรรมการรับสื่อที่แตกต่างไปจากเดิมของกลุ่มลูกค้า  เมื่อสื่อสังคมออนไลน์กำเนิดขึ้น การตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จึงได้กลายเป็นช่องทางที่เข้ามาแทนที่และกำลังได้รับความนิยมสูงสุด จำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั่วโลกอาจพุ่งสูงเกือบ 2,500 ล้านคน และ 97% ของนักการตลาดอาศัยโซเชียลมีเดียในการทำตลาด ขณะที่ 92% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมองว่าโซเชียลมีเดียมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาธุรกิจ สื่อโซเชียลที่ได้รับความนิยมเพื่อใช้ในการตลาด มีมากมาย โซเชียลมีเดียถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักการตลาดในยุคดิจิทัล เพื่อใช้ในการผลักดันสินค้าและบริการให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค     รูปแบบของ Social Media Marketing มีหลากหลาย อาทิ

สื่อโซเชียลที่ได้รับความนิยมเพื่อใช้ในการตลาด

Content Marketing เป็นการนำเสนอเนื้อหาที่มีประโยชน์ให้กับผู้บริโภค เน้นการกระจายข้อมูลให้เข้าถึงคนอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ต่อมาที่ใช้ได้ผลดีมากคือ Real Time Social Media Marketing เป็น การโหนกระแสที่กำลังเป็น Talk of the Town การตลาดแบบนี้ต้องตอบสนองผู้บริโภคอย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้า เช่น กระแสออเจ้าที่ผ่านมามีการจับประเด็นมาเล่นเพื่อทำการตลาดมากมาย

การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบไฟล์ภาพและเสียง หรือ Audio & Video Content ใช้กันแพร่หลายและเป็นเครื่องมือที่มีพลังในการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภคที่ดีมาก

การนำเสนอสินค้าและข้อมูลของแบรนด์ผ่านไปถึงมือลูกค้าที่ง่ายที่สุดในตอนนี้คือ ใช้การส่งสารให้แสดงบน Mobile Social Media เป็นการทำสื่อสังคมออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน

หากหวังผลมากขึ้นต้องมีการใช้ Paid Social Media Advertising จะทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในจำนวนที่กว้างขึ้นโดยเสียค่าใช้จ่าย อย่างในเฟซบุ๊กก็มีบริการโฆษณาผ่านแบนเนอร์

การทำ Social Media Commerce อย่างตรงประเด็นผ่าน สื่อโซเชียลอย่างเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ซึ่งมีระบบอีคอมเมิร์ซของตัวเอง ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบนี้ได้อย่างง่ายดาย และผู้ขายสินค้าก็สามารถจัดการได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย

อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองการค้าในโลกดิจิทัล คือ Social Media Wallet เป็น การทำธุรกรรมการเงินผ่านสมาร์ทโฟน แอพพลิเคชั่น e-wallet เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคครั้งใหญ่

การใช้สื่อโซเซียลให้ได้ผลมากขึ้นต้องมีการทำ Smart & Analytical Social Media คือ การที่โซเชียลมีเดียถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องมือเพื่อการวิเคราะห์ในหมู่เจ้าของธุรกิจ นอกจากใช้เป็นสื่อออนไลน์ที่นำเสนอขายสินค้าและบริการแล้ว

ตอนนี้นอกจากการขายสินค้าแบบ B2C ยังพัฒนาไปสู่การทำ Social Media and the B2B Market  คือ การทำการตลาดระหว่างธุรกิจกับธุรกิจผ่านโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันยังมีการเกิดใหม่ของ Social Networks มีเข้ามาสร้างสีสันด้วยข้อเสนอดึงดูดใจแบบต่างๆ ซึ่งมีน้องใหม่อย่าง Ello, Yik, Yak และ Tsu แต่ Social Networks พื้นฐาน อย่าง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และไลน์ก็ยังใช้ได้ดี

สิ่งที่ควรรู้หากต้องการทำการตลาดบนเฟสบุ๊ค

ช่องทางการทำการตลาดออนไลน์ที่ง่ายที่สุดและเข้าถึงได้ง่ายมากคือ Facebook เบื้องต้นเราสามารถขายสินค้าโดยการโพสลงที่หน้า Facebook ของเรา ขายให้กับเพื่อนใน Facebook มากขึ้นมาคือการเปิดโพสเป็นสาธารณะ  และ การลงขายใน Market Place ซึ่งเป็นฟีเจอร์หนึ่งของ Facebook แต่ถ้าคุณจะทำการตลาดบนเฟสบุ๊คอย่างจริงจังต้องรู้และใช้เฟสบุ๊คให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้ ทำยังไงมาดูกันเลย

สิ่งที่ควรรู้หากต้องการทำการตลาดบนเฟสบุ๊ค

  1.   นอกจากการทำ Content อาทิ บทความ รูปภาพ วีดีโอ ลงบนเว็บไซต์แล้ว ให้ทำการติดตั้งปุ่มแชร์ไปยัง Facebook และ Social Media ต่าง ๆ ให้เห็นได้ง่าย เช่น บริเวณ ด้านบนและด้านล่างสุดของ Content
  2. เพิ่มประสิทธิภาพให้การโพสบน Facebook ตรงจามกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น โดยการกำหนด Buyer Persona   Buyer Persona คือการระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้าของคุณโดยระบุให้เฉพาะเจาะจงที่สุด เช่น เพศ, อายุ, ที่อยู่อาศัย, ที่ทำงาน, ไลฟ์สไตล์, ความสนใจ, งานอดิเรก, ความชอบ, รายได้
  3. ใช้บริการโฆษณาของ Facebook เพื่อเร่งประสิทธิภาพ โดย Facebook Advert มีหลายฟังก์ชั่นให้คุณได้เลือกใช้ เช่น    Facebook Page Engagement เป็นการ Boost Post เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมกับโพสต์ที่คุณได้โพสต์ลงบน Timeline ของแฟนเพจ    Facebook Page Likes เพิ่มไลค์บนแฟนเพจ     Event Responses ให้ผู้คนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมอีเวนต์ที่ทางแฟนเพจหรือแบรนด์ของคุณจัดงานขึ้น   Offer Claims การทำโฆษณาเพื่อส่งข้อเสนอพิเศษให้กับผู้คนเพื่อเข้ามารับข้อเสนอที่ทางแฟนเพจจัดทำขึ้น
  4. ใช้ Content หลากหลายรูปแบบ บน Facebook ทั้งการตั้ง Status การใส่ Link Post  การโพสต์แบบรูปภาพ ที่เข้าถึงคนง่าย สะดุดสายตา ก่อให้เกิดการแชร์ได้ดี การโพสต์แบบวีดีโอ
  5. การใช้ Email List ที่มีอยู่ในมือ หากคุณได้มีการเก็บข้อมูล Email จากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์และข้อมูลของลูกค้าแล้วล่ะก็ คุณสามารถอัพโหลด Email เหล่านั้น ลงบน Facebook เพื่อทำการโฆษณาเฉพาะกลุ่ม Email
  6. ตอบกลับข้อความอย่างรวดเร็ว ควรตอบภายใน 5 นาทีเพื่อให้โชว์ว่าเพจของคุณมีสถานะ “ปกติแล้วตอบกลับโดยทันที” ลูกค้าหรือว่าที่ลูกค้าของคุณก็สามารถเห็นข้อความนี้ได้ และทำให้มั่นใจได้ว่า มีแอดมินหรือทีมงานที่พร้อมจะสนทนากับพวกเขา
  7. ใช้ Facebook Live ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอดสด สามารถโต้ตอบกับทางแฟนเพจของคุณได้โดยตรงและฉับพลัน เหมือนการซื้อขายที่เห็นหนากัน มีหลายคนที่ปิดการขายด้วยวิธีนี้ได้เป็นอย่างดี
  8. ให้ผู้ชมของคุณช่วยสร้าง Content และ Engagement มีคำแนะนำให้ตอบคอมเม้นท์กลับด้วยคำถามปลายเปิด จะช่วยให้คนที่คุณตอบคอมเม้นท์รวมไปถึงคนอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ จัดเป็นการช่วยเพิ่ม Engagement บน Facebook ได้เป็นอย่างดี อีกแนวทางหนึ่งคือถามคำถามให้แฟนเพจเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นอาจมีการชิงรางวัลหรือให้สิทธิพิเศษโดยการส่งให้รางวัลเพื่อเป็นการกระตุ้นการมีส่วนร่วม

6 Tips ที่จะนำทางให้คุณอัพคะแนน IELTS จาก 6 เป็น 7

ว่าด้วยคะแนน IELTS หากใครได้ระดับ 6 ก็ย่อมได้รับคำชม แต่มันก็ยังไม่พาคุณไปถึงที่สุดอย่างน้อยก็ทำให้มหาวิทยาลัยระดับโลกหลายแห่งไม่รับคุณเข้าศึกษาต่อ หรือ องค์กรชั้นนำยังไม่เรียกตัวคุณ มันทำให้คุณต้องพยายามพาตัวเองไปพิชิตคะแนนระดับ 7 ให้ได้

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าระดับ 6 และ 7 ต่างกันอย่างไร  สำหรับ IELTS ระดับ 6 หมายถึง คุณเป็นคนที่มีความสามารถในระดับใช้งานได้ใช้ภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดและความไม่เหมาะสมบ้าง สามารถสื่อสารและเข้าใจภาษาที่ซับซ้อนได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คุ้นเคย

จัดไปกับ แอพพลิเคชั่นที่จะทำให้คุณมั่นใจกับการสอบ IELTS มากขึ้น

ส่วน ระดับ 7 หมายถึง คุณเป็นคนที่มีความสามารถในการใช้ภาษาดี  สามารถใช้ภาษาได้ดีแต่ยังมีความผิดพลาดและเข้าใจผิดในบางโอกาส สามารถใช้ภาษาในลักษณะที่ซับซ้อนได้ดีและเข้าใจในการให้เหตุผลได้ดี

การอัพ คะแนน IELTS จาก 6 เป็น 7 ยากแค่ไหน ใครที่กำลังอยู่ในระหว่างการพยายามเพิ่มคะแนน IELTS ย่อมรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย แม้ว่าคุณสามารถผ่านคะแนนที่มากกว่า 5.5 ขึ้นมาได้แล้ว แต่การที่ได้คะแนนระดับ 6 แต่ต้องการข้ามไปอยู่ที่คะแนนระดับ 7 มันช่างเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังมากเหลือเกิน    อย่างไรก็ตามเราก็ขอเป็นกำลังใจให้ และได้นำเอา Tips ดีๆมาบอกกล่าวหวังว่ามันจะทำให้คุณหนีจากระดับ 6 ได้นะ มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

  1. อย่าใจร้อนสอบใหม่ในทันทีที่รู้ผลคะแนน เพราะโดยทั่วไปแล้วในช่วง 3 เดือนความสามารถทางภาษาไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง การสอบเร็วเกินไปทำให้เสียงเงินและเสียสุขภาพจิต ถ้ามีเวลาจงเว้นจากการสอบสัก 6 เดือนเพื่อพัฒนาตัวเองก่อนสอบใหม่
  2. หาจุดอ่อนของตัวเองให้เจอ อะไรที่ทำให้คุณได้คะแนนไม่ดี รู้ให้แน่ชัดว่าคุณต้องปรับปรุงทักษะด้านใดมากที่สุดไม่ว่าจะเป็น การพูด การฟัง การเขียน หรือ การอ่านเมื่อคุณรู้แล้วว่าต้องปรับปรุงทักษะด้านไหนลองหาวิธีการปรับปรุงทักษะด้านนั้น
  3. โฟกัสให้ถูกจุด ถ้าคุณได้คะแนน 6.5 อยู่แล้ว จงพิจารณาว่าทักษะด้านใดที่อ่อน ทุ่มเทให้กับการฝึกทักษะเพื่อเพิ่มคะแนนให้เป็นระดับ 7
  4. บางครั้งไม่ใช่คุณไม่เก่งแต่คุณประมาณข้อสอบจนเกินไป เพราะคุณอาจพลาดเพียง ตอบคำถามไม่ครบถ้วน ยังต้องปรับปรุงการสะกดคำ  ขาดความหลากหลายในการใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ จุดเล็กๆเหล่านี้แก้ไขมันซะ
  5. กลับไปศึกษาเกณฑ์การให้คะแนนให้ดี แล้วคุณจะรู้ว่าควรทำจ้อสอบอย่างไรเพื่อพิชิตคะแนนที่ต้องการ อย่าเพียงใช้ความรู้ในการทำข้อสอบของแบบนี้มันต้องอาศัยทั้งความรู้และเทคนิค เช่น การพูดและการเขียนมีหลักเกณฑ์ที่มีความละเอียดมาก
  6. ฝึกการพูดสบายๆโดยไม่หยุดคิดหาคำศัพท์ และต้องสามารถใช้คำศัพท์ได้หลากหลายเพื่ออธิบายความคิดของคุณ  สามารถพูดเต็มประโยคโดยไม่มีข้อผิดพลาดมากเกินไป และออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างชัดเจน  อย่าไปกังวลเรื่องสำเนียงเพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ