3 อาชีพสายไอทีในยุคดิจิตอล

IT Jobs

ปัจจุบันนี้มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นหลากหลายมากมาย ซึ่งมีหลากหลายวงการและอาชีพเหล่านั้นก็ได้เกิดขึ้นเป็นอาชีพเล็กๆที่ในมหาวิทยาลัยไม่มีให้เรียน  และ ในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับไอทีในยุคดิจิตอลแบบนี้ ซึ่งมีอาชีพต่างๆ ที่บางคนอาจยังไม่รู้จักหรืออาจจะรู้จักแล้วแต่ไม่รู้ว่าอาชีพนั้นจะต้องทำงานและมีส่วนรับผิดชอบอะไรบ้าง วันนี้เรามีการแยกส่วนของ 3 อาชีพที่เกี่ยวข้องกับสายงานไอทีในยุคดิจิตอลว่าแตกต่างกันอย่างไรมาฝากกันดังนี้

1.    โปรแกรมเมอร์ ชื่ออาชีพนักเขียนโปรแกรมที่สามารถเขียนโปรแกรมต่างๆ ออกมาได้ รวมทั้งมีการโค้ดและมีความเข้าใจอะกอลิซึ่มต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่โปรแกรมเมอร์นั้นจะต้องทำงานตามขอบเขตของที่หัวหน้างานได้สั่งมาให้ทำโปรแกรมต่างๆ โดยที่ไม่สามารถทำนอกเหนือจากนั้นได้

2.    เดเวลลอปเปอร์ ก็คือคล้ายๆ กับโปรแกรมเมอร์นั่นเอง แต่จะแตกต่างกันตรงที่ว่าเดเวลลอปเปอร์นั้นจะเป็นมากกว่านักเขียนโปรแกรม หรือแค่เขียนโค้ดธรรมดาทั่วไป ซึ่งสามารถทำงานและสร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายกว่าโปรแกรมเมอร์ เพียงแค่หัวหน้างานสั่งมาคำเดียวว่าไปออกแบบโปรแกรมนี้มา ซึ่งคนเป็นเดเวลลอปเปอร์นั้นสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ การติดต่อพบปะกับลูกค้า การวางแผนงานในระยะสั้นหรือยาว การนำเสนอข้อมูลเข้าที่ประชุม การทำการออกแบบหน้าตาโปรแกรมต่างๆ ให้ออกมาดูดีได้มากที่สุด จึงเรียกได้ว่าเดเวลลอปเปอร์คือโปรแกรมเมอร์ที่มีฝีมือ และสามารถมีทักษะอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเขียนโปรแกรมนั่นเอง

3.    ไอทีซัพพอร์ท ซึ่งไอทีซัพพอร์ทนี้เปรียบเสมือนผู้ช่วยด้านไอทีทุกแขนง งานที่ทำนั้นจึงค่อนข้างหลากหลายและมีประมาณที่มาก ซึ่งหน้าที่ของไอทีซัพพอร์ทนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร แต่หลักๆ แล้วจะต้องทำการถ่ายรูปทำกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรนั้นและทำการอัพเดทข่าวสารประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งนำไปใช้บนสื่อออนไลน์หรือผ่านหน้าเว็บไซต์ขององค์กรนั้นได้อย่างสวยงามและข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง นอกจากนี้ยังจะต้องมีการแบคอัพฐานข้อมูลระบบการเงินขององค์กร หากเป็นไปได้จะต้องมีการดูแลซ่อมแซมอุปกรณ์ทางอิเล็คทรอนิกส์ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างตลอดเวลา รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับด้านไอทีขององค์กรนั้นๆ ที่ได้ทำงานอยู่ด้วย
เมื่อทราบอย่างนี้แล้วสำหรับคนที่มีความสนใจในสายงานด้านไอทีอยู่แล้วนั้นสามารถนำอาชีพเหล่านี้ไปประกอบเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมได้จากสิ่งที่ตัวเองชอบมากที่สุด และมีความถนัดเชี่ยวชาญ หรือหากมีทั้งสองอย่างควบคู่กันไปแล้วจะดีมาก เพราะจะทำให้คุณนั้นมีความสุขในการทำงาน รวมทั้งมีความเข้าใจและต้องการที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้จักเบื่อนั่นเอง

4 ขั้นตอนจากหลักการตรวจสอบ It ที่ถูกต้องมีอะไรบ้าง มาดูกัน

งานด้านการตรวจสอบ It นั้น  จำเป็นต้องมีการทำงานที่เป็นระบบ เพื่อสามารถป้องกันความเสี่ยงในทุกๆด้านได้อย่างครอบคลุม  รวมทั้งสามารถแก้ปัญหางานต่างๆได้อย่างทันท่วงที  โดยหลักขั้นตอนในการทำงานด้านการตรวจสอบระบบสารสนเทศที่ถูกต้องนี้จะต้องเริ่มจากอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)

ในเมื่องานด้านการตรวจสอบ It นั้น คือการปกป้องระบบสารสนเทศของบริษัทจากความเสี่ยงในด้านต่างๆ  ดังนั้นสิ่งแรกที่จะสามารถทำให้ทำงานได้อย่างครอบคลุมทุกปัญหาก็คือ  หน่วยงานด้านไอทีจะต้องทำการประเมินถึงความเสี่ยงโดยรวมในด้านต่างๆให้ได้เสียก่อน  ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องมองภาพในวงกว้าง และอาจต้องอาศัยข้อมูลจากฝ่ายต่างๆเข้ามาประกอบการตัดสินใจ  เพราะในบางเรื่องอาจะเป็นความรู้แบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งในกระบวนการนี้อาจต้องใช้เวลานานและมีการประชุมกับหลายฝ่ายภายในบริษัท  www.teammatesolutions.com

4 Steps from the principle of validation It is what we see.

การระบุความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้น (Risk Identification)

หลังจากได้ข้อมูลโดยรวมมาแล้ว  ก็ถือเป็นขั้นตอนที่ต้องสรุปข้อมูลทั้งหมดเพื่อระบุถึงความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้น  รวมทั้งมีการจัดระเบียบข้อมูลให้เป็นกลุ่มเพื่อให้ง่ายต่อการวางแผนจัดการ  โดยอาจแบ่งออกเป็นความเสี่ยงของแต่ละฝ่ายงาน เช่น ผ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน หรือฝ่ายปฏิบัติการ  หรืออาจจะแบ่งออกไปตาประเภทของความเสี่ยง เช่น เป็นความเสี่ยงด้านซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือเป็นความเสี่ยงด้านคอนเนคชั่น เพื่อให้ง่ายต่อการจัดทีมงานไอทีเข้าไปดูแล

การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis)

เมื่อมีการจัดระบบปัญหาและความเสี่ยงต่างๆอย่างเป็นหมวดหมู่แล้ว  ขั้นตอนต่อไปก็ควรมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงแต่ละหัวข้อในด้านต่างๆ  เช่น เบื้องต้นอาจมีการวัดระดับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นของแต่ละปัญหาก่อน เพื่อดูว่าปัญหาใดที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หรือปัญหาใดที่สามารถรอเป็นลำดับท้ายๆได้  จากนั้นให้มาวิเคราะห์ถึงแผนงานด้านต่างๆต่อไป

การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management)

ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับฝ่าย ตรวจสอบ ITนั่นก็คือการบริหารความเสี่ยง ของระบบสารสนเทศนั่นเอง  ซึ่งการบริหารความเสี่ยงนี้ ควรต้องการการสืบหาต้นเหตุของปัญหาเพื่อวางแผนในการแก้ไขอย่างเป็นระบบ  โดยนอกจากจะมีการวางแผนงานเป็นขั้นตอนที่แน่ชัดแล้ว  ยังควรต้องระบบทีมงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน  และมีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้เกิดความกระชับในการดำเนินการอีกด้วย  นอกจากนี้ อีกหนึ่งขึ้นตอนสำคัญก็คือการติดตามงาน  เพราะหลังจากที่ดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปตามแผนแล้ว  อาจต้องมีระบบติดตามดูประสิทธิภาพของงานว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืนของบริษัท