ลักษณะของเกียร์ทดรอบและเกียร์มอเตอร์ที่ควรรู้

เกียร์มอเตอร์ FMS

เจาะลึกคุณลักษณะเกียร์ทดรอบที่คุณควรรู้

ถ้าพูดถึงเกียร์เราคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยคนส่วนใหญ่จะรู้จักว่าคืออุปกรณ์ในรถยนต์ แต่หากเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องช่างหรือเรียนวิศวะกรรมแล้วละก็จะรู้จักและมีความผูกพันธ์เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องช่างมากมายคงจะไม่ทราบกันว่าเกียร์นั้นมีหลายชนิด และแต่ละอย่างนั้นก็มีหน้าที่แตกต่างกันบ้างบางอย่าง หนึ่งในเกียร์ที่อยากจะมานำเสนอให้ทุกคนรู้จักในวันนี้ นั่นก็คือ เกียร์ทดรอบ

เกียร์ทดรอบ เรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่าฟันเฟืองทดรอบโดยมีลักษณะเป็นวงกลม รอบล้อมด้วยรอยหยักรูปแบบคล้ายกับฟัน มีแกลนเพลาตรงกลาง เอาไว้ใส่ตัวเพลาเพื่อใช้ในการหมุนและต่อกับสิ่งที่ต้องการอีกรอบ ในปัจจุบันนี้โดยส่วนใหญ่แล้วนั้นมีการออกแบบแบบโมดูลาร์ เพื่อให้สะดวกแก่ผู้ใช้ให้ใช้งานได้ง่าย และเรียนรู้ในเรื่องของการรักษาได้ไม่ยาก   ซึ่งหน้าที่หลักๆของมันก็คือ การส่งกำลัง เพื่อลดความความเร็วหรือเพิ่มความเร็วในมอเตอร์หรือถ้าใช้กับรถยนต์ก็จะเป็นเครื่องยนต์ โดยลดและเพิ่มได้ตามความต้องการที่จะใช้

 

เกียร์มอเตอร์ FMS

สำหรับประเภทของเกียร์ทดรอบนี้ ก็มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  4 ประเภท

1.เกียร์ทดรอบแบบทรงนอน

รูปลักษณ์ของมันก็คือ มีเกียร์ที่มีมอเตอร์ และขาตั้งวาง สำหรับการใช้งานนั้นจะ ใช้ในการเพิ่มแรงบิด หรือทดรอบของมอเตอร์ ใช้ในงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ เช่น เครื่องจักโรงงาน  จำพวกเครื่องกวน เป็นต้น สำหรับเกียร์ทรงนอนนี้แบ่งประเภท ดังต่อไปนี้

1.1เกียร์ H 2stage มีการใช้เฟืองทั้งหมด2เฟืองในการทดรอบ เพื่อขับเคลื่อนแรงม้า โดยมีขายให้เลือกหามาใช้กันหลายรุ่น

1.2เกียร์ H 3 Stage จะใช้เฟือง3เฟือง ในการขับเคลื่อนแรงม้าอยู่ที่0.5-40แรงม้า มีรุ่นให้เลือกมากเช่นเดียวกันแต่มีน้อยกว่าประเภทแรก

1.3แบบ HB 2 Stage ลักษณะนี้คือจะไม่มีมอเตอร์ ใช้2เฟือง ค่าในแรงขับเคลื่อน 0.5-60แรงม้า มีรุ่นและยี่ห้อให้เลือกในการใช้มากกว่า10แบบ

1.4HB 3 Stage ค่าในแรงขับจะน้อยกว่าแบบที่3 อยู่ที่0.5-40แรงม้า จะใช้เฟืองทำหมด3เฟืองและ ไม่มีการใช้มอเตอร์ร่วมด้วย รุ่นให้เลือกก็จะมีน้อยกว่าแบบที่3

1.5 HD 2 stage และ3 stage   มีค่าแรงม้า อยู่ที่0.5 -75 แรงม้า จะใช้เฟืองทั้งหมด2เฟืองและตัวมอเตอร์นั้นไม่มี ส่วนตัว2เสตทนั้นก็จะมีการใช้เฟือง3เฟืองส่วนที่เหลือก็จะเหมือนกันกับตัว2เสตทหมดเลย

1.6 และแบบสุดท้ายของเกียร์ทรงนอนนี้ ก็คือ LSH และ LSHD สำหรับ LSH นั้นมีอัตราทดรอบ 1/200-6000 มีการใช้มอเตอร์ Ratio ส่วน LSHDนั้น ก็เหมือนกันกับ  LSH เลย ส่วนในเรื่องของรุ่นจะมีให้เลือกเยอะที่สุดกว่าประเภทอื่นๆ โดยมีวางขายและจัดจำหน่ายได้ตามความต้องการใช้ค่อนข้างมาก

 

ประเภทที่2 ได้แก่ เกียร์ทดรอบแบบทรงตั้ง แบบนี้จะมีลักษณะที่เพลานั้นจะไปอยู่ด้านข้าง ส่วนเกียร์ทดเพลงนั้นจะอยู่ด้านข้างล่าง สำหรับวิธีการใช้งานที่เหมาะสมนั้นจะเหมาะกับการใช้กับเครื่องยกของ ยกสินค้าที่มีน้ำหนักค่อนข้างสูง จะเป็นตัวส่งกำลังในการยกที่เหมาะสม  ยกขึ้นได้เร็วหรือช้า แล้วสามารถเพิ่มและลดแรงและตามความต้องการใช้

ประเภทที่3. แบบหน้าแปลน จะถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการลดพื้นที่และให้ติดตั้งได้ง่ายดาย โดยหย้าแปลนนี้ก็จะถูกแบ่งออกเป็นแปลนแนวตั้งและแปลนแนวนอนอีกด้วย

ประเภทที่4.แบบอัตราทดรอบสูงเมื่อมีอัตราที่สูง ก็จะมีมากกว่าปกติ โดยมี2ชั้น เหมาะกับการใช้งานที่ค่อนข้างหนัก โดยสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้จากรูปแบบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแบบแนวตั้ง แนวนอน หรือแบบหน้าแปลน เรียกได้ว่าตัวเดียว ครบหมดจบในเรื่องเกียร์ทดรอบเลย

และนี่ก็คือเรื่องราวแประเภทของเกียร์มอเตอร์ หากใครรูจักแล้วละก็ หากต้องการนำมาใช้งานก็สามารถศึกษาร้านค้าและหาร้านค้าที่ขายที่เชี่ยวชาญ รวมถึงเลือกยี่ห้อที่มีคุณภาพด้วย

โทรศัพท์หรือแท๊บเล็ตก็เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญ

โทรศัพท์หรือแท๊บเล็ตก็เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญ

ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตของเราอย่างมากที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะว่าอย่างโทรศัพท์มือถือนั้นก็มีนวัตกรรมใหม่ๆที่เด่นมากขึ้นจากเดิมอย่างมากเลยไม่ว่าจะเป็นการสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคโทรศัพท์มือถือแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีและเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่สุดเลยทีเดียว หลากหลายสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะให้ความสนใจและความใส่ใจอย่างมากที่สุดเลยก็เป็นได้

เรื่องของเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้นั้นใครๆก็เริ่มหันที่จะสนใจกันอย่างมากเลยเพราะเทคโนโลยีทำให้คนในปัจจุบันหรือคนในสมัยนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น ทุกๆอย่างนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากที่สุดเลยที่เราไม่ควรมองผ่าน การที่เราหยิบจับอะไรได้นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง

ไม่มีใครหรอกที่อยากจะให้เราลำบากใครๆก็อยากที่จะสบายด้วยกันทั้งนั้นการที่เรามีโทรศัพท์หรือแท๊บเล็ตเครื่องหนึ่งนั้นสามารถที่จะทำให้เราได้เรียนรู้อะไรต่างๆที่ทันสมัยอีกมากมายเลย ไม่มีใครหรอกที่อยากจะให้เราด้อยกว่าประเทศอื่น ใครๆก็อยากที่จะมีชีวิตที่ดีกันทั้งนั้นโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนี้คือเทคโนโลยีที่สำคัญมากที่สุดที่คนแทบจะขาดไม่ได้เลย เทคโนโลยีอันนี้คนต้องใช้ในการติดต่อสื่อสาร มีใครบ้างที่ไม่ชอบโทรศัพท์หรือมีใครบ้างที่ไม่ติดต่อกันทางโทรศัพทฺซึ่งก็ไม่มีทุกคนต้องใช้โทรศัพท์กันหมด

ถึงได้บอกไงว่าเรื่องทุกเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะใส่ใจไม่ควรมองข้าม หากเรามองข้ามไปแล้วนั้นเราก็อ่อนต่อโลกไปแล้วในปัจจุบันนี้ ทุกๆอย่างนั้นเราสามารถที่จะเลือกกำหนดได้ว่าอยากให้เร้เป็นคนที่แข็งแกร่งแบบไหนอยากให้เราเป็นคนที่เก่งแบบไหนเราก็สามารถที่จะเลือกได้ง่ายๆเช่นกัน

เรื่องของเทคโนโลยีที่จะต้องได้รับความนิยมในตอนนี้สินค้า ที่ขายดีที่สุดนั้นก็จะเป็นโทรศัพท์มือถือซึ่งโทรศัพท์มือถือนั้นครอบคลุมหมดทุกอย่างแล้วไม่ว่าจะเป็นคลิปวีดีโอ ถ่ายภาพหรือฟังเพลงทุกอย่างเราสามารถทำได้หมดเลยเพียงแค่เรามีอินเตอร์เน็ตเพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราเป็นคนที่เก่งมากขึ้นและเมื่อเราได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยที่จะทำให้เราเก่งและนำความรู้นั้นมาใช้ในการฝึกฝนและพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่แข็งแกร่งและรอบรู้มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย ไม่เพียงแค่นี้เรื่องของอื่นๆก็สามารถที่จะทำได้ไม่มีใครหรอกที่อยากจะเป็นคนที่ไม่เก่งหรือเป็นคนที่โง่ใครๆก็อยากที่จะให้ตัวเองนั้นเป็นคนที่เก่งมากยิ่งๆขึ้นไป

 

3 อาชีพสายไอทีในยุคดิจิตอล

IT Jobs

ปัจจุบันนี้มีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นหลากหลายมากมาย ซึ่งมีหลากหลายวงการและอาชีพเหล่านั้นก็ได้เกิดขึ้นเป็นอาชีพเล็กๆที่ในมหาวิทยาลัยไม่มีให้เรียน  และ ในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับไอทีในยุคดิจิตอลแบบนี้ ซึ่งมีอาชีพต่างๆ ที่บางคนอาจยังไม่รู้จักหรืออาจจะรู้จักแล้วแต่ไม่รู้ว่าอาชีพนั้นจะต้องทำงานและมีส่วนรับผิดชอบอะไรบ้าง วันนี้เรามีการแยกส่วนของ 3 อาชีพที่เกี่ยวข้องกับสายงานไอทีในยุคดิจิตอลว่าแตกต่างกันอย่างไรมาฝากกันดังนี้

1.    โปรแกรมเมอร์ ชื่ออาชีพนักเขียนโปรแกรมที่สามารถเขียนโปรแกรมต่างๆ ออกมาได้ รวมทั้งมีการโค้ดและมีความเข้าใจอะกอลิซึ่มต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่โปรแกรมเมอร์นั้นจะต้องทำงานตามขอบเขตของที่หัวหน้างานได้สั่งมาให้ทำโปรแกรมต่างๆ โดยที่ไม่สามารถทำนอกเหนือจากนั้นได้

2.    เดเวลลอปเปอร์ ก็คือคล้ายๆ กับโปรแกรมเมอร์นั่นเอง แต่จะแตกต่างกันตรงที่ว่าเดเวลลอปเปอร์นั้นจะเป็นมากกว่านักเขียนโปรแกรม หรือแค่เขียนโค้ดธรรมดาทั่วไป ซึ่งสามารถทำงานและสร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายกว่าโปรแกรมเมอร์ เพียงแค่หัวหน้างานสั่งมาคำเดียวว่าไปออกแบบโปรแกรมนี้มา ซึ่งคนเป็นเดเวลลอปเปอร์นั้นสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ การติดต่อพบปะกับลูกค้า การวางแผนงานในระยะสั้นหรือยาว การนำเสนอข้อมูลเข้าที่ประชุม การทำการออกแบบหน้าตาโปรแกรมต่างๆ ให้ออกมาดูดีได้มากที่สุด จึงเรียกได้ว่าเดเวลลอปเปอร์คือโปรแกรมเมอร์ที่มีฝีมือ และสามารถมีทักษะอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเขียนโปรแกรมนั่นเอง

3.    ไอทีซัพพอร์ท ซึ่งไอทีซัพพอร์ทนี้เปรียบเสมือนผู้ช่วยด้านไอทีทุกแขนง งานที่ทำนั้นจึงค่อนข้างหลากหลายและมีประมาณที่มาก ซึ่งหน้าที่ของไอทีซัพพอร์ทนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร แต่หลักๆ แล้วจะต้องทำการถ่ายรูปทำกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรนั้นและทำการอัพเดทข่าวสารประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งนำไปใช้บนสื่อออนไลน์หรือผ่านหน้าเว็บไซต์ขององค์กรนั้นได้อย่างสวยงามและข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง นอกจากนี้ยังจะต้องมีการแบคอัพฐานข้อมูลระบบการเงินขององค์กร หากเป็นไปได้จะต้องมีการดูแลซ่อมแซมอุปกรณ์ทางอิเล็คทรอนิกส์ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างตลอดเวลา รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับด้านไอทีขององค์กรนั้นๆ ที่ได้ทำงานอยู่ด้วย
เมื่อทราบอย่างนี้แล้วสำหรับคนที่มีความสนใจในสายงานด้านไอทีอยู่แล้วนั้นสามารถนำอาชีพเหล่านี้ไปประกอบเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมได้จากสิ่งที่ตัวเองชอบมากที่สุด และมีความถนัดเชี่ยวชาญ หรือหากมีทั้งสองอย่างควบคู่กันไปแล้วจะดีมาก เพราะจะทำให้คุณนั้นมีความสุขในการทำงาน รวมทั้งมีความเข้าใจและต้องการที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้จักเบื่อนั่นเอง

4 ขั้นตอนจากหลักการตรวจสอบ It ที่ถูกต้องมีอะไรบ้าง มาดูกัน

งานด้านการตรวจสอบ It นั้น  จำเป็นต้องมีการทำงานที่เป็นระบบ เพื่อสามารถป้องกันความเสี่ยงในทุกๆด้านได้อย่างครอบคลุม  รวมทั้งสามารถแก้ปัญหางานต่างๆได้อย่างทันท่วงที  โดยหลักขั้นตอนในการทำงานด้านการตรวจสอบระบบสารสนเทศที่ถูกต้องนี้จะต้องเริ่มจากอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)

ในเมื่องานด้านการตรวจสอบ It นั้น คือการปกป้องระบบสารสนเทศของบริษัทจากความเสี่ยงในด้านต่างๆ  ดังนั้นสิ่งแรกที่จะสามารถทำให้ทำงานได้อย่างครอบคลุมทุกปัญหาก็คือ  หน่วยงานด้านไอทีจะต้องทำการประเมินถึงความเสี่ยงโดยรวมในด้านต่างๆให้ได้เสียก่อน  ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องมองภาพในวงกว้าง และอาจต้องอาศัยข้อมูลจากฝ่ายต่างๆเข้ามาประกอบการตัดสินใจ  เพราะในบางเรื่องอาจะเป็นความรู้แบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งในกระบวนการนี้อาจต้องใช้เวลานานและมีการประชุมกับหลายฝ่ายภายในบริษัท  www.teammatesolutions.com

4 Steps from the principle of validation It is what we see.

การระบุความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้น (Risk Identification)

หลังจากได้ข้อมูลโดยรวมมาแล้ว  ก็ถือเป็นขั้นตอนที่ต้องสรุปข้อมูลทั้งหมดเพื่อระบุถึงความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้น  รวมทั้งมีการจัดระเบียบข้อมูลให้เป็นกลุ่มเพื่อให้ง่ายต่อการวางแผนจัดการ  โดยอาจแบ่งออกเป็นความเสี่ยงของแต่ละฝ่ายงาน เช่น ผ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน หรือฝ่ายปฏิบัติการ  หรืออาจจะแบ่งออกไปตาประเภทของความเสี่ยง เช่น เป็นความเสี่ยงด้านซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือเป็นความเสี่ยงด้านคอนเนคชั่น เพื่อให้ง่ายต่อการจัดทีมงานไอทีเข้าไปดูแล

การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis)

เมื่อมีการจัดระบบปัญหาและความเสี่ยงต่างๆอย่างเป็นหมวดหมู่แล้ว  ขั้นตอนต่อไปก็ควรมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงแต่ละหัวข้อในด้านต่างๆ  เช่น เบื้องต้นอาจมีการวัดระดับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นของแต่ละปัญหาก่อน เพื่อดูว่าปัญหาใดที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หรือปัญหาใดที่สามารถรอเป็นลำดับท้ายๆได้  จากนั้นให้มาวิเคราะห์ถึงแผนงานด้านต่างๆต่อไป

การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management)

ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับฝ่าย ตรวจสอบ ITนั่นก็คือการบริหารความเสี่ยง ของระบบสารสนเทศนั่นเอง  ซึ่งการบริหารความเสี่ยงนี้ ควรต้องการการสืบหาต้นเหตุของปัญหาเพื่อวางแผนในการแก้ไขอย่างเป็นระบบ  โดยนอกจากจะมีการวางแผนงานเป็นขั้นตอนที่แน่ชัดแล้ว  ยังควรต้องระบบทีมงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน  และมีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้เกิดความกระชับในการดำเนินการอีกด้วย  นอกจากนี้ อีกหนึ่งขึ้นตอนสำคัญก็คือการติดตามงาน  เพราะหลังจากที่ดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปตามแผนแล้ว  อาจต้องมีระบบติดตามดูประสิทธิภาพของงานว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืนของบริษัท